ShoutMix chat widget

[Fic] But * 14 [2Seung]

posted on 25 Jan 2012 23:14 by fictionist

Title: But

Chapter :  14

Author: Ft.StudiO

Pairing: SeunghyunxSeungri

Rating: PG3

Genre: Drama

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

‘ ...ผมอยากกลับกวางจู ‘  

 

 

จะกลับได้ยังไงกัน? จียงพูด

เพราะงานอีกตั้งมากมายที่ต้องรับผิดชอบ...พรุ่งนี้ มะรืนนี้ และอีกหลายๆ วัน ยาวไปเกือบปีถึงจะมีเวลาว่างได้พักผ่อนกัน

และด้วยเหตุที่เลี่ยงไม่ได้นี้ ทางเดียวที่ทำได้หลังจากลงความเห็นเป็นเสียงเดียว คือ พาคนป่วยทางใจไปอยู่กับผู้จัดการชั่วคราว’

 

ไม่ยอมก็ต้องยอม ไม่มีเวลาให้ดื้อดึงเป็นเด็กๆ อีกแล้ว...เจ็บปวดขนาดนี้

และแน่นอนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องบอกให้ผู้จัดการรับรู้ทั้งหมดเพื่อช่วยกันหาทางแก้ไข

 

โดยเฉพาะไอ่พี่ใหญ่เจ้าปัญหา ที่มันเป็นต้นเรื่องทั้งหมด จะต้องทั้งจัดการทั้งแก้ไขนิสัยแย่ๆ แบบนั้นให้หมดๆ ไปซะที

 

 

 

 

 

 

‘’ เข้าใจแล้วล่ะ ‘’  น้ำเสียงเรียบนิ่ง หากเต็มไปด้วยความกังวลกับเรื่องหลายๆ อย่างที่ได้รับรู้ในฐานะผู้จัดการนักร้องชื่อดังคับประเทศ แถมยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวเจ้ามักเน่ที่ตอนนี้หลับสนิทไม่รู้เรื่องอะไรแล้วอยู่ในห้อง ยึดเตียงนุ่มๆ ใหญ่ๆ ไปครองอย่างตั้งใจพากันมา

 

แต่ก็เอาเถอะ...

มันคือความรับผิดชอบที่แน่นอนของผู้จัดการคนหนึ่ง

 

‘’ งั้นพวกผมฝากซึงรีด้วยนะครับ ผมไม่อยากจะให้น้องมันอยู่ใกล้ๆ พี่ท๊อปตอนนี้ เดี๋ยวจะยิ่งแย่กันไปใหญ่ ‘’  จียงบอก คิ้วขมวดยังไม่คลายหลังจากที่เล่าเรื่องที่ตัวเองรู้ทั้งหมดให้ผู้จัดการฟัง แต่กลับผิดคาดเมื่อแดซองได้บอกเรื่องบางเรื่องที่พวกเค้าไม่รู้อีกมากกว่านั้น

 

‘น้องมันบอกว่า...โดนเกียจ’

‘น้องมันบอกว่า...คนที่รักพี่ท๊อปมีเยอะแยะมากมาย’

‘น้องมันบอกว่า...ตัวเองทำร้ายคนรักของใครหลายๆ คนไป’

 

ทุกประโยคถูกกลบเกลื่อนด้วยเสียงหัวเราะเยาะใส่ตัวเอง เพราะความสมเพช

 

ตลกสิ้นดี!

 

‘’ พวกนายก็กลับกันไปได้แล้ว พรุ่งนี้มีงานแต่เช้า ส่วนทางนี้ฉันจะจัดการเอง ‘’  ผู้จัดการรวบรัดตัดความ เพราะเมื่อมองไปทางผนังห้อง เข็มนาฬิกาที่ชี้เกือบเป็นเส้นตรงบ่งบอกเวลาว่าดึกมากแล้ว

‘’ จัดการเองนี้คือยังไงครับ? แล้วพรุ่งนี้ล่ะ? ‘’

‘’ ก็...พักผ่อนตามอัธยาศัย ‘’  พี่ผู้จัดการตอบอย่างรู้ทัน เหมือนรู้ว่าจียงกำลังคิดอะไรอยู่...คำตอบที่ทำให้จียงต้องเลิกคิ้วสูงเพราะไม่เข้าใจ

 

ตามอัธยาศัย?

 

‘’ ประธานเค้าให้ซึงรีอยู่เฉยๆ ไม่ใช่เหรอ? ก็ตามนั้น ไม่ต้องไปทำงาน ไม่ต้องเข้าบริษัท พักผ่อนตามสบาย ‘’

‘’ โอย พวกผมซีเรียสอยู่นะครับ! ‘’  แดซองโวยวายเข้าให้...ทำไมคุณผู้จัดการถึงได้ทำเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ ไปได้

‘’ ก็ฉันก็ซีเรียสอยู่นี้ไง...เถอะน่ะ พวกนายไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้นแล้ว! ‘’

‘’ จะไม่ให้พวกผมเป็นห่วงได้ยังไงกัน! ‘’  แดซองโวยวายอีกครั้ง ปลายจมูกก็ยกขึ้นอย่างนึกขัดใจเสียมากๆ

‘’ ดูที่มักเน่มันเจอซิ! มันแย่สุดๆ เลย ถ้าเป็นผมนะ ผมคงสติแตกไปแล้ว! ‘’  คิ้วขมวดเป็นปม พาลให้นึกไปถึงพี่ใหญ่ที่ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ที่ห้อง...เห็นก็เห็นอยู่หรอกนะว่าพอจะมีอาการเป็นห่วงเป็นใยปรากฏบนใบหน้า แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ มันไม่ได้ทำให้ คัง แดซอง คนนี้หายหงุดหงิดได้จริงๆ

‘’ ฉันเข้าใจ...โอเคไหม? ‘’ ผู้จัดการเลิกคิ้วเป็นเชิงถามกลับอย่างนึกกวน...ก็แค่ไม่อยากจะให้เคร่งเครียดกัน ก็แค่ไม่อยากจะให้คิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น

 

แอนตี้แฟน

กลุ่มบุคคลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกเสียจากทำใจยอมรับแล้วอยู่กับมันซะ

 

 

 

 

 

 

‘’ ...เฮ้อ ‘’  คุณผู้จัดการถึงขนาดต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลังจากพวกเด็กๆ ในสังกัดแยกย้ายกันกลับห้องได้ในที่สุด

‘’ เป็นเรื่องจนได้ซิน่ะ ‘’  ฝ่ามือกุมขมับแน่นเมื่อเกิดอาการปวดหัวขึ้นมาอีกจนได้ ก่อนจะเดินไปห้องนอนของตัวเองที่ตอนนี้มีเจ้าของใหม่ที่มาขอใช้กลางค่ำกลางคืนจนเจ้าของตัวจริงต้องเนรเทศตัวเองออกมานอนที่โซฟานอกห้องอย่างช่วยไม่ได้

สายตาของผู้ปกครองจำเป็นทอดมองเด็กผู้ชายที่ตัวเค้าต้องดูแลและรับผิดชอบเกือบจะทุกๆ อย่างตลอดหลายปีที่ผ่านมา...ความสดใสร่าเริง ขี้อ้อน แต่ก็เอาแต่ใจและแอบหัวรั้นอยู่ลึกๆ นิสัยที่ค่อนข้างจะขัดแย้งในตัวเอง แต่กลับทำให้ใครหลายๆ คนรักและเอ็นดูเด็กคนนี้เอาเสียมากๆ

 

รัก’

ที่ ใครบางคน’ เพิ่งจะรู้ตัวว่ามีอยู่จริง

 

‘’ คิดว่ากลับกวางจู แล้วหมอนั้นมันจะไม่ตามไปรึยังไงกัน? ‘’  คุณผู้จัดการพูดกับตัวเองเบาๆ จากที่ว่าปวดหัวแต่ก็พอจะหัวเราะออกมาได้บ้าง

ความคิดเด็กๆ ที่พอรู้สึกอึดอัดหรือไม่ชอบใจอะไรก็จะหาทางหนีท่าเดียว พาลนึกไปถึงตอนที่จียงบอกให้มักเน่มันอาบน้ำแล้วนอนที่นี้ซะ จะยังไงก็ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหัวไปมาว่าไม่ยอมท่าเดียว ดวงตาก็ยิ่งแดงยิ่งช้ำเพราะร้องไห้ไม่ยอมหยุด ทำเอาลีดเดอร์คนเก่งต้องจนปัญญา หาทางออกไม่ได้นอกจากนิ่ง และปล่อยให้ความเหนื่อยล้าทำให้ซึงรีผล็อยหลับไปได้เองในที่สุด

เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งที่เอาของคุณผู้จัดการมาใส่ก่อนคงจะทำให้สบายตัวเวลานอนไม่มากก็น้อย...ผ้าห่มผืนนุ่มค่อยๆ ถูกดึงขึ้นห่มร่างที่นอนขดด้วยมือทั้งสองข้างของเจ้าของห้องนี้

 

‘’ ทุกทีไม่ใช่คนหนีปัญหานี้น่า ‘’  นัยน์ตาฉายชัดถึงความห่วงใยขณะพูดกับซึงรีที่นอนหลับสนิทไม่รู้เรื่อง

‘’ หรือปัญหาครั้งนี้มันหนักเกินไป? ‘’ 

 

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ หัวใจ’       

จุดสำคัญที่ทำให้คนเราเข้มแข็งได้...แต่ก็ทำให้คนเราอ่อนแอได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

...ตึง!

 

เสียงบานประตูห้องถูกกระแทกเข้ากับกรอบสี่เหลี่ยมเสียเต็มแรง ทำให้เกิดเสียงดังลั่นจนทำให้ยองเบและแดซองต้องขมวดคิ้วหมุน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเดินตามหลังลีดเดอร์ที่ทำท่าทำทางหน้างอคอตั้งเข้าห้องมา และด้วยท่าทางแบบนั้นก็คงจะทำให้ใครๆ คิดได้ไม่ยากนักว่าลีดเดอร์คนดังกำลังอยากจะมีเรื่องกับใครบางคนที่ตัวเค้าคาดโทษไว้อยู่ในใจ ระหว่างทางกลับมาที่ห้องนี้

และไม่นานนัก คนที่จียงนึกอยากเจอหน้าก็เดินออกมาจากห้องส่วนตัวด้วยสองขาที่เร่งรีบเอาการ ใบหน้าคมมีความกังวลปรากฏให้เห็น...แม้จะไม่มากแต่ก็พอจะดูออก

 

เข้าใจแล้วงั้นซิ...ว่าคนอื่นเค้ารู้สึกกันยังไง?

 

‘’ น้องล่ะ? ‘’  คำถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อมตามนิสัยของพี่ใหญ่สุด แต่ก็ทำให้คนที่วิ่งวุ่นไปมานึกหงุดหงิดใจ ทั้งเหนื่อย ทั้งอ่อน แถมความกังวลใจก็ยังค้างๆ คาๆ อยู่ในอก...แล้วนี้ยังต้องได้มาเจอกับคำถามชวนให้มีเรื่องแบบนี้ด้วยอีก!

‘’ จะอยากรู้ไปทำไม!? ‘’  จียงบอกเสียงดังด้วยอารมณ์โมโห...ก็รู้อยู่แก่ใจน่ะนะว่ายองเบห้ามไม่ให้ไอ่พี่ใหญ่มันออกไปตามหาซึงรีข้างนอก แต่มันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าไอ่พี่ท๊อปมันไม่มีความผิดชอบเอาซะเลย สร้างเรื่องแล้วยังทำเฉย ทำร้ายทั้งร่างกายทั้งจิตใจแล้วยังกล้ามาถามอยู่ได้อีก

‘’ ถ้าผมไม่เห็นว่าพี่เป็นพี่นะ พี่ท๊อป... ‘’  จียงยกนิ้วขึ้นชี้หน้าอย่างคาดโทษ แต่ก็ต้องสะบัดมือลงข้างตัวอย่างไม่สบอารมณ์เพราะจะให้ทำอะไรลงไปก็ไม่ได้ เลยต้องเลือกที่จะเดินลงส้นเสียงดังตึงตังเข้าห้องของตัวเองไปในที่สุด

จียงเย็นที่สุดเท่าที่จะทำให้ตัวเองเย็นได้ในสถานการณ์แบบนี้ เพราะถึงจะร้อนไปก็ใช่ว่าจะทำให้เรื่องมันดีขึ้น ทั้งๆ ที่ก็อยากจะร้อนใส่ใจจะขาด เพราะถึงแม้ว่าจะชกหน้าไอ่พี่ใหญ่หน้าคมนี้ล้มลงไปกับพื้นเหมือนที่เคยๆ ก็คงจะไม่ได้ทำให้เกิดสามัญสำนึกอะไรขึ้นมาได้อีก...เสียมือเปล่า

ยองเบมองการกระทำเหล่านั้นอยู่ข้างหลัง และหันไปมองแดซองเพื่อบอกเป็นนัยน์ให้น้องชายเข้าห้องของตัวเองไปหลังจากที่จียงเงียบหายเข้าไปในห้องของตัวเองเช่นกัน

 

 

 

 

 

ภายในห้องรับแขกเงียบสนิทเพราะไม่มีใครนอกจากพี่ใหญ่ และน้องชายร่วมวงที่ยืนนิ่งเหมือนตั้งสติ หรือไม่ก็กำลังเรียบเรียงคำพูดบางอย่างอยู่ภายในใจ

 

‘’ ...น้องโดนขังในห้องน้ำ ‘’  ยองเบพูดขึ้น หลังทิ้งช่วงเวลาให้บรรยากาศน่ากดดันปกคลุมไปทั่ว

‘’ ว...ว่าไงนะ!? ‘’  น้ำเสียงตกใจเมื่อรับรู้...ยองเบมองไปที่พี่ใหญ่และถอนหายใจ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟายาวหน้าโทรทัศน์

‘’ ผมไม่อยากจะหาต้นตอหรือกล่าวโทษโกรธใครที่ได้ทำเรื่องแย่ๆ แบบนั้นกับซึงรี ‘’  ยองเบบอกอย่างใจเย็นตามนิสัย ทำให้ท๊อปต้องรีบเดินเข้ามาใกล้และทิ้งตัวลงนั่งโซฟาข้างๆ กัน เพื่อรับฟังเรื่องราวต่อ

‘’ แล้วตอนนี้ซึงรีอยู่ไหน!? ทำไมพวกนายกลับมาแล้วซึงรี... ‘’ 

‘’ พี่ไม่ต้องรู้หรอก ‘’  ยองเบพูดขึ้นก่อนที่ท๊อปจะถามจบเสียด้วยซ้ำ

‘’ ......!? ‘’

‘’ ตอนนี้น้องมันยังไม่พร้อมด้วยอะไรหลายๆ อย่าง...ผมไม่อยากให้พี่ไปกวนใจหรือทำอะไรที่มันแย่ไปกว่านี้ ‘’

‘’ แล้วนายคิดว่าฉันจะทำอะไรได้? ‘’  เหมือนว่าท๊อปจะไม่พอใจอยู่ซักนิดเมื่อฟังจากน้ำเสียง...คนที่ไม่ค่อยมีความอดทนต่อคำพูดเหน็บแนม แม้จะรู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องจริงแต่ก็ไม่ชอบให้ใครมาว่า นิสัยของท๊อปที่ยองเบรับรู้อยู่ตลอดเวลา

‘’ ถึงพี่จะไม่ทำอะไร...แต่แค่พี่เอาหน้าไปให้ซึงรีเห็นมันก็แย่พออยู่แล้ว ‘’  คำพูดที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยรักษาน้ำใจกัน แต่ก็ดีกว่าพูดอ้อมไปอ้อมมาปิดหูปิดตาทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร...แล้วสุดท้ายก็ต้องตามมาแก้ไข

‘’ ถ้าทุกอย่างพร้อมและดีขึ้นกว่านี้ ซึงรีก็จะกลับมาเองแหละครับ ‘’  ยองเบนิ่งเมื่อพูดจบ ท๊อปไม่พูดอะไรเมื่อฟังทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา

 

แค่อยากรู้...ว่าอยู่ที่ไหน

 

‘’ ฉันแย่มากเลยใช่ไหม? ‘’  ท๊อปเอ่ยขึ้นหลังจากปิดปากเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง

‘’ ฉัน... ‘’

‘’ จะมานั่งสำนึกเอาตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์หรอกครับ ‘’  ยองเบพูดแทรกขึ้น สายตาเรียบเฉยจ้องมองคนเป็นพี่อย่างที่หาความหมายไม่ได้ในสายตานั้น

‘’ พี่ทำเรื่องแย่ๆ กับน้องมาก จนผมไม่กล้าที่จะแนะนำหรือช่วยอะไรอีก ‘’

‘’ .........!! ‘’

‘’ ผมอยากให้พี่ยอมรับกับผลที่มันกำลังจะตามมา และต่อจากนี้ ถือว่าผมขอร้อง...ผมขอให้พี่เลิกยุ่งวุ่นวายหรือกวนใจน้องมันซักที ‘’

‘’ ............ ‘’

  

‘’ น้องมันเหนื่อยนะพี่ ‘’

 

 

 

 

‘’ ...!! ‘’

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

‘’ ...ท๊อป!? ‘’

‘’ ............ ‘’

 

‘’ ท๊อปจ๊ะ!? ‘’

‘’ ............ ‘’

 

‘’ ชเว ซึงฮยอน!! ‘’

‘’ ค...ครับ!? พี่ครับ? ‘’  เจ้าของชื่อขานรับหน้าตาตื่นด้วยความตกใจ แต่กับพี่ๆ คอสตูมคนสวยกลับส่ายหน้าไปมา เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้เด็กน้อยของพวกเธอแต่ละคนถึงมีอาการแปลกๆ?

จียงคนเก่งก็ขมวดคิ้วดูอารมณ์เสียมาแต่เช้า ยองเบก็ถามคำตอบคำเหมือนในใจกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ส่วนแดซองที่เป็นคนสนุกสนานที่สุดกลับทำหน้าตาเหมือนคนอมทุกข์อยู่ตลอดเวลาแบบนั้น...ซ้ำร้าย ไอ่ที่อาการหนักที่สุดก็ดูจะเป็นพี่ใหญ่ของวงนี้ล่ะ ตั้งแต่เข้าบริษัทมาหน้าตาก็ไม่ต่างไปจากคนป่วยไอซียูที่เนื้อตัวซีดเผือกจนน่าตกใจ เดินโซเซขาดสมดุลเหมือนคนอดหลับอดนอนมาจากไหน ใจลอย แถมยังไม่มีสมาธิหยิบจับอะไรก็หล่นไปหมด

 

เสียศูนย์...

 

‘’ เราเป็นอะไรเนี้ยท๊อป? ‘’  พี่สาวคนสวยถามด้วยความเป็นห่วง เธอไม่ชอบจริงๆ นะที่เด็กๆ ของเธอกลายเป็นแบบนี้ไปซะหมด ไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลย

‘’ ป่าวนิครับ ‘’  ท๊อปตอบเสียงเรียบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปมองเงาที่สะท้อนบนกระจกบานใหญ่...ไม่ใช่เพื่อสำรวจความเรียบร้อยของเครื่องสำอางบนในหน้า แต่เพราะอยากจะมองใบหน้าตัวเองให้ชัด

 

คนใจร้าย...

ที่ใครๆ ก็บอกออกมาแบบนั้น

 

นับตั้งแต่ที่ยองเบได้พูดคำบางคำออกมาหลังจากออกไปตามหาซึงรีและได้กลับมาที่ห้อง...ซึงรีไม่ได้กลับมาด้วย และทุกคนก็ทำเป็นไม่สนใจที่จะบอกอะไร ไม่ยอมบอกว่าน้องไปอยู่ที่ไหน ไม่ยอมบอกว่าน้องกำลังทำอะไร คำถามมากมายที่อยากรู้ทำให้นอนไม่หลับไปทั้งคืนจนมีผลให้ร่างกายดูทรุดโทรมได้ซะขนาดนี้

แถมทุกคนที่ยังบึ้งตึงใส่ ก็รู้ทั้งรู้ว่าด้วยเหตุผลเพราะอะไร แต่อยู่อย่างนี้มีแต่จะทำให้อึดอัดตายกันไปข้างหนึ่ง

 

‘’ ผมขอออกไปหากาแฟดื่มก่อนนะครับพี่สาว ‘’  ท๊อปบอกเสียงนิ่ง พรางลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องแต่งตัวไป ทิ้งไว้แต่ความเงียบและความไม่เข้าใจซ้ำสองของพี่ๆ ทั้งหลาย เพราะแทนที่จะมีใครรีบฝากซื้อเหมือนทุกที แต่ ณ ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นจียง ยองเบ หรือแม้แต่แดซองที่ชอบนักชอบหนากับการออกไปหาซื้ออะไรมาทานเล่นระหว่างรอ ก็กลับนิ่งเงียบ หันหน้าไปคนละทิศละทางจนน่าเป็นห่วง

 

 

 

 

 

 

ห่วง...อย่างที่ไม่เคยเป็น

 

รู้ว่าคงปลอดภัย แต่ที่ไม่รู้คือที่ๆ ปลอดภัยนั้นเป็นที่ไหน?

ความรู้สึกช้า...

 

‘’ อาว ท๊อป? ‘’

‘’ ......!? ‘’  ท๊อปเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียกที่ได้ยินตรงหน้า ชายหนุ่มที่คุ้นตาและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

 

ผู้จัดการส่วนตัวของซึงรี

 

‘’ สวัสดีครับพี่ ‘’  ท๊อปยิ้มให้เล็กน้อย

‘’ อะไรกันผู้รูปหล่อ ทำไมถึงดูไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลยล่ะ? ‘’  พี่ชายใจดีถามถาม ก่อนจะหยุดมองเจ้าเด็กในสังกัดกับสภาพที่รับไม่ค่อยจะได้ซักเท่าไร

 

คงรู้สึกแล้วซินะ...ท๊อป

ว่าการที่ถูกคนรักเมินเฉยน่ะ มันรู้สึกยังไง 

 

‘’ วันนี้พี่เข้าบริษัทเหรอครับ? ‘’  คำถามที่ทำให้คนฟังต้องขมวดคิ้ว

‘’ ถามยังไง? ฉันก็เข้าบริษัททุกวันอยู่แล้ว...ทำไม? เห็นว่าน้องมันโดนพักงานแล้วคิดว่าฉันจะต้องโดนพักงานไปด้วยอีกคนรึยังไง? ‘’  ถามกลับกวนๆ เพราะนึกหมั่นไส้ไอ่เด็กตรงหน้าที่ทำเป็นเก่ง ไม่คิดจะถนอมน้ำใจใครจนเมื่อวันที่สายถึงได้มาตระหนัก 

‘’ ป่าวครับ...ผมไม่ได้คิดแบบนั้น ‘’  ดวงตาคมฉายแววเศร้าวูบหนึ่งเพียงชั่วพริบตาถ้าไม่สังเกตก็คงจะไม่เห็นอะไร หากแต่เค้า คนที่คุ้นเคยกับเจ้าเด็กพวกนี้เป็นอย่างดีทำไมจะดูไม่ออก

‘’ เอาเถอะๆ ฉันต้องรีบไปหาท่านประธานแล้ว ‘’  คุณผู้จัดการตัดบททันที อย่าให้ยืดเยื้อ งานยังมีอีกเยอะแยะให้ต้องรับผิดชอบ แถมยังเป็นงานที่ต้องรีบตามแก้ไขอย่างเร่งด่วนอีกต่างหาก...เป็นผู้จัดการดาราดังคับประเทศก็ต้องทำใจไม่ใช่น้อยจริงๆ

‘’ ไปหาท่านประธานเหรอครับ? ‘’  ท๊อปย้อนถาม...ผู้จัดการของซึงรี จะเป็นเรื่องของซึงรีรึป่าว?

‘’ อย่าคิดอะไรมั่วซั่วนะเฮ้ย ‘’  คุณผู้จัดการรีบพูดดักคอไว้ ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าไอ่รูปหล่อตรงหน้ามันคิดอะไร เพราะที่มันคิดอยู่ตอนนี้คือถูกต้องทุกอย่าง   

วันนี้ที่ผู้จัดการอย่างเค้าต้องเข้าบริษัทมา และจำเป็นต้องเข้าหาท่านประธานโดยตรงเพราะจะพูดถึงเรื่องแอนตี้แฟนที่ตรงเข้ามาเล่นงานซะเด็กในปกครองของเค้ากลายเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้วตอนนี้

และต้นเหตุทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนแล้วแต่มาจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็น คนรัก...เก่า’ ที่ทะนงตนจนไม่ยอมงอให้ใครง่ายๆ จนสุดท้ายกลายเป็นเหมือนไม้ที่หักไม่มีดี

‘’ ฉันไปพูดเรื่องงาน แล้วก็...เรื่องที่นายไปทำไว้บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวัน ‘’  พูดถูกไปครึ่งหนึ่งแล้วยิ้มกว้างจนตาปิด ยกมือขึ้นโบกมือให้เล็กน้อย ก่อนจะแยกตัวออกมา

‘’ ไปก่อนนะ...แล้วเจอกัน ‘’

‘’ ครับ ‘’  ท๊อปเพียงตอบรับคุณผู้จัดการเบาๆ แล้วยืนนิ่งมองตามหลังอยู่แบบนั้น...แต่ด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้สายตาสะดุดเข้ากับถุงกระดาษในมือข้างซ้ายของผู้จัดการ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ยืนอยู่ใกล้กันแค่เอื้อมมือแตะแต่กลับไม่ได้สนใจมอง

 

ถุงกระดาษสีน้ำตาลใบใหญ่ที่จียงถือออกมาจากห้องเมื่อตอนเช้า แต่ตอนนี้กลับไปอยู่กับผู้จัดการ...งั้นเหรอ?

ถุงเดียวกันเพราะมั่นใจจากรอยตำหนิที่เหมือนจะขาดอยู่นิดๆ ตรงรอยพับข้างถุงนั้น 

 

เพ่งมองทั้งๆ ที่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปใส่ใจ

แต่เพราะบางอย่างภายในร่างกายที่ชักจูงจิตใจให้คิดตามแล้วถามกับตัวเองว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นจะเป็นอะไรได้บ้าง...?

 

อาการเหมือนคนขับรถแล้วหลับในไปเป็นพักๆ

สายตาที่เอาแต่จ้องมองเหมือนโรคจิต คิดตามต่างๆ นานาสารพัดเพราะค้างคาอยู่ภายในใจ หากเรื่องที่จะให้เข้าไปถามตรงๆ ก็คงไม่...แต่จะยังไงก็คิดไม่ออกอยู่ดี

 

‘’ เอ๊ะ? ‘’  จนเมื่อร่างของพี่ชายใจดีเลี้ยวหายไปตรงมุมตึกเพื่อที่จะขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบน ระยะห่างกำลังดีทำให้ความคิดบางอย่างหยุดลงที่คำว่า เสื้อผ้า’

ด้วยเพราะรอยตำหนิที่มากับถุงกระดาษในมือ ทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในแม้จะแกว่งไปมาแต่ก็คิดว่าไม่หน้าจะมองผิด

 

เสื้อผ้าใคร?

จียงเอาเสื้อของตัวเองมาให้พี่ผู้จัดการใส่งั้นเหรอ?

 

ผู้จัดการส่วนตัวของตัวเองก็ไม่ใช่

 

 

 

 

 

 

 

‘’ ซึงรี...! ‘’   

 

 

 

 

 

 

 

 

To Be Continue
 
 
 
 
 
Talk ตัดจบที่คำว่าซึงรี ฮ้าๆ พอจะเดากันออกไหมว่าท๊อปมันคิดอะไรได้ ง่ายนิดเดียว ^^ สำหรับฟิคเรื่องนี้ก็นานมากกว่าจะมาต่อได้ ขอโทษหลายๆ ค่ะ หากแต่ฟิวมันไม่ได้ซักที แล้วก็ไม่รู้ว่าพาทนี้มันจะโอเคสมการรอคอยกันไหมคะ (รอคอย?) เอาเป็นว่ารออ่านต่อแล้วกันค่ะ ไม่รู้จะยังไงต่อเพราะคนแต่งก็ไม่ได้วางพอตไว้แต่แรก (เนื้อเรื่องมันเลยเรื่อยเปื่อยซะอย่างงี้ ฮ้าาาา)
ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นที่เม้นนะค่าาาาา ^^