[Fic] Unlovable 3 [TopxJiyong]

posted on 02 Dec 2009 19:51 by fictionist

Title: Unlovable

Chapter : 3

Author: Ft.StudiO

Pairing: SeunghyunxJiyong , TaeyangxSeungri Feat.Daesung

Rating: PG3

Genre: Drama 

Warning: มาต่อตอน3 ได้ทันใจ...รึป่าวค่ะเนี้ย? ตอนที่3 นี้พี่มันเป็นคนเอามาลงเองค่ะ ก็อยู่ๆ นึกครึ้มอยากลง เลยลงมันซะเลย เพราะไฟล์มันก็อยู่ในเครื่อง...อีกแล้ว แล้วก็เอามาลงแบบไม่บอกน้องมัน...อีกแล้ว ฮ้า~ ก็ไม่ได้เจอน้องมันมาหลายอาทิตย์ละ พอเจอก็ว่าจะบอกๆ ก็ลืมซะงั้น ไปพูดเรื่องอื่นกันไป...ก็นั้นแหละค่ะเหตุผล

ส่วนตอน4 ตอนหน้านี้ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเอามาลงเมื่อไร เพราะว่าพี่มันต้องลงไปกรุงเทพเกือบ 2 อาทิตย์แล้วก็ต้องขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ช่วงคริสมาสต์ยาวถึงปีใหม่กันเลยทีเดียว...จะกลับมาแบบเป็นหวัดไหมเนี้ย? เพราะดูเหมือนว่า 2 ที่ที่จะไปนี้ อากาศมันต่างกันเหลือเกิน ฮ้า~ ^’’^

เอาล่ะๆ พูดมายาวแล้วมั้งเนี้ย? แต่ว่าพูดๆ ไปนี้เพิ่งจะนึกขึ้นได้...แดซองยังไม่ออกเลย! เอิ่มมม~ อ่ะๆ เอาเป็นว่าใกล้จะออกแล้วล่ะค่ะ ไม่ลืมๆ ฮ้าๆ

ไปอ่านตอน 3 กันดีกว่าค่ะ...ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นนะค่า~~~ (ยิ้ม~)      

 

 

 

 

 

 

การ รอคอยที่ไม่เคยส่งผลดีให้ใครเลยซักคน... 

 

 

- - - - - - -  

 

 

‘’...จียง! ‘’  ร่างสูงรีบรุดเข้าไปหาคนเจ็บที่ตอนนี้นั่งอยู่บนรถเข็นโดยมีพยาบาลชุดสีขาวสะอาดตาเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉิน ใบหน้าของคนเจ็บยิ้มแป้น ต่างกับอีกคนที่ใบหน้าขมวดยุ่งเต็มไปด้วยความกังวลสารพัด  

 

 

ไม่รู้ว่าเวลานั้นผ่านไปนานแค่ไหน ที่เค้าต้องนั่งรอให้กระจกบานใหญ่ของประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก...

 

มันนาน เกินจะทนจริงๆ 

 

 

‘’ เป็นยังไงบ้าง? เจ็บตรงไหนไหม? แขนเป็นอะไรรึป่าว? เห็นว่าต้องผ่าตัดงั้นเหรอ? ‘’  และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่คนตัวใหญ่เอ่ยถามไม่หยุด จนทำให้คุณพยาบาลอดที่จะยิ้มตามเด็กหนุ่มทั้ง 2 คนนี้ไม่ได้ 

 

 

น่ารัก... 

 

 

คนป่วยบนรถเข็นชูแขนข้างขวาที่ตอนนี้มีเฝือกสีขาวเป็นเครื่องประดับประจำตัวไปเสียแล้ว แถมยังสายผ้าที่พาดคล้องคอนั้นอีก

 

‘’ กระดูกหัก ‘’  คนป่วยบอกอีกฝ่ายที่ดูจะเป็นห่วงจนออกนอกหน้า...เห็นแล้วก็ขำ

‘’ แล้ว...? ‘’ 

 

เหมือนจะรู้ว่าคนตัวโตต้องการจะรับรู้เรื่องอะไร? 

 

 

‘’ ไม่ได้ผ่าตัดหรอก ‘’ 

‘’ ทำไมล่ะ? ก็เห็นว่าต้องผ่าตัด ‘’  สายตาคมมองสลับกับนางพยาบาลที่ยืนอยู่ด้านหลังของคนป่วย ใบหน้าสวยของเธอที่ยิ้มให้บางๆ เหมือนเป็นคำตอบว่าให้ถามจากคนบนรถเข็นเสียดีกว่า

‘’ กระดูกแขนฉันหักก็จริง แต่มันก็ไม่ได้หักอะไรมากมาย คุณหมอว่างั้น...อีกอย่าง ฉันไม่อยากจะให้แขนของฉันมีรอยแผลเป็นฉันเลยขอคุณหมอเค้าไม่ผ่าตัด ‘’  ตอบได้อย่างเป็นปกติ บวกกับนางพยาบาลที่พยักหน้าเสริมในคำตอบนั้นก่อนจะช่วยพูดเสริมขึ้นมาอีก

‘’ โชคดีที่ว่าคนไข้ไม่มีแผลฉีกขาดเข้าไปถึงบริเวณที่กระดูกหักค่ะ เพราะถ้าไม่อย่างนั้น ถึงจะบอกว่าไม่อยากผ่าตัดก็คงจะไม่ได้แน่ ‘’  เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม

‘’ แล้วจะต้องนอน... ‘’

‘’ ไม่นอน ‘’ 

‘’ ฮึม? ‘’ คิ้วขมวดอย่างไม่เข้าใจอีกครั้ง

‘’ ฉันไม่อยากนอนโรงพยาบาล ฉันบอกคุณหมอเค้าแล้ว แล้วคุณหมอเค้าก็อนุญาตให้ฉันกลับบ้านได้ ‘’

‘’ จียง~ ‘’  น้ำเสียงที่แสนจะเหนื่อยใจ

‘’ เป็นคนไข้ที่ดื้อมากเลยนะคะ ‘’ 

 

คุณพยาบาลพูดได้ตรงกับความคิดของผมมากเลยทีเดียว...! 

 

 

ควอน จียง คนดื้อ...

จน ชเว ซึงฮยอน คนนี้ อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้        

 

 

‘’ แล้วเดินไหวไหม? ‘’  ซึงฮยอนเอ่ยถาม อีกฝ่ายพยักหน้าตอบพร้อมรอยยิ้มสวยบางๆ

‘’ เจ็บที่แขน ไม่ได้เจ็บที่ขาซักหน่อย ที่นั่งรถเข็นออกมาแบบนี้ก็แค่ขี้เกียจเดินเท่านั้นแหละ ‘’  คำตอบชวนหมั่นไส้ เรียกให้ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปลูบเส้นผมบนศีรษะเพื่อปลอบโยน... 

 

 

เห็นว่ายิ้มได้ก็อุ่นใจ 

 

 

เหตุการณ์เมื่อกี่ยังติดตาไม่หาย...เค้าตกใจมาก แต่คนตัวเล็ก คงจะตกใจกว่าหลายร้อยเท่า

แถมยังต้องมาเจ็บแบบนี้อีก... 

 

 

‘’ ตอนที่เกิดเรื่อง ดูนายเจ็บมาก ‘’  ซึงฮยอนพูดเสียงแผ่ว สายตาคมที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยตรงหน้า

‘’ ฉันเป็นห่วง ฉันกลัวว่านายจะเป็นอะไรไป...จียง ‘’  คำตอบของคนตัวโต จียงนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้าไปมาพร้อมรอยยิ้ม... 

 

 

นายมันตัวโตซะป่าว ซึงฮยอน...ตัวโต แต่กลับกลัวอะไรที่มีแต่จะทำร้ายจิตใจตัวเอง  

 

 

นายเคยบอกว่านาย กลัวการสูญเสีย

 

ฉันเข้าใจ...ทุกคนล้วนแล้วแต่มีอดีตที่เลวร้าย

 

แต่ทำไมนายถึงไม่พยายามที่จะลืมมันให้ได้ล่ะ? ทำไมนายถึงยังจดจำ? ทำไมนาย...ไม่รักตัวเองซะบ้าง?   

 

 

รักตัวเองให้มาก...

 

แล้วเลิกโทษตัวเองซักที ซึงฮยอน...นายไม่ใช่คนผิด นายเองก็ไม่ต้องการจะให้เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นกับครอบครัวของนายไม่ใช่รึไง?  

 

 

มีใครต้องการบ้าง? ไม่มีหรอก... 

 

 

‘’ งั้นคืนนี้นายไปนอนที่บ้านฉันแล้วกัน ฉันจะได้ดูแลนายด้วย จียง ‘’  ซึงฮยอนเสนอ ขณะที่เดินขนาบข้างรถเข็นที่มีคนป่วยนั่งทำปากจู๋อย่างใช้ความคิด โดยที่ในเวลานั้นก็มีคุณพยาบาลคนเดิมคนเดียวที่ยังทำหน้าที่เข็นรถคนป่วยให้อย่างเป็นปกติ

‘’ นอนบ้านนายเนี้ยนะ? ‘’  จียงเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆ ระหว่างที่มุ่งตรงไปยังเค้าเตอร์ของโรงพยาบาล เพื่อจัดการกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด เส้นทางที่ค่อนข้างจะเงียบและไร้ผู้คนพลุกพล่านเหมือนอย่างตอนกลางวัน

‘’ อือ~ ก็พ่อกับแม่นายไปประชุมที่ต่างจังหวัดไม่ใช่รึไง? ขืนปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวเดี๋ยวก็เป็นอะไรขึ้นมาอีกหรอก ‘’ 

 

 

อยู่บ้านคนเดียว 

 

 

‘’ !!!!~ ‘’ 

 

 

ทั้งซึงฮยอนทั้งจียง ต่างพากันนิ่งงันไปชั่วขณะนั้น...ความคิดประมวน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังคิดถึงใครอีกคน ที่ตอนนี้ถูกทิ้งให้ อยู่คนเดียว ที่บ้าน 

 

 

‘’ ซึงรี!! ‘’  น้ำเสียงอุทานชื่อของ น้องชายที่ซึงฮยอนยอมรับว่าตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้นกับจียง ตัวเค้า...ลืม...ซึงรีไปซะสนิทใจ... 

 

 

ลืมไปว่า ซึงรีรอเค้ากลับบ้านอยู่ทุกๆ วัน

ลืมไปว่า ซึงรีกลัวตอนกลางคืนมากแค่ไหน 

 

และ...ลืมไปว่า ที่ซึงรีเป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะ พี่ชาย นิสัยแย่ๆ อย่างเค้าคนนี้เอง 

 

 

ข้อมือของซึงฮยอนที่มีเรือนนาฬิกาสวย ถูกยกขึ้นดูเวลาอย่างอัตโนมัติ...และก็ต้องตกใจ

ดึกมาก...ดึกกว่าทุกวัน  จนแทบจะเรียกได้ว่าเกือบจะเข้าวันใหม่ 

 

 

 

.

 

.

 

รถแท็กซี่จอดอยู่ตรงประตูหน้าบ้านหลังใหญ่ตามความต้องการของลูกค้าทั้ง2 ที่โบกเรียกเพื่อใช้บริการที่บริเวณหน้าโรงพยาบาล  

 

 

คุณลูกค้าคนหนึ่ง...เป็นคนเจ็บ เพราะเมื่อดูจากเฝือกที่ใส่อยู่ดูท่าว่าจะแขนหักมามาดๆ

กับคุณลูกค้าอีกคนหนึ่ง...คงเป็นคนมาส่งล่ะมั้ง? แต่กับท่าทางที่ดูรีบร้อนอยู่ตลอดเวลาและตลอดทางตั้งแต่ออกมาจากโรงพยาบาลจนมาถึงที่บ้านหลังนี้ สีหน้าที่ดูเป็นกังวลแถมยังท่าทางที่นั่งไม่ติดเบาะนั้นอีก 

คนขับรถแท็กซี่มองผ่านกระจกส่องหลัง ก่อนจะกล่าว ขอบคุณเมื่อได้เงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนจากคุณลูกค้าที่รีบร้อนคนนั้น  

 

 

...ปัง!!~

เสียงประตูรถแท็กซี่ที่ถูกปิดลงเสียงดังจนเจ้าของรถเองก็ยังสะดุ้งและต้องมองตามหลัง เมื่อลูกค้าทั้ง 2 ที่รีบร้อนลงจากรถไปเมื่อถึงจุดหมายปลายทางอย่างที่ตนเองนั้นต้องการ 

 

เท้าทั้งสองข้างของซึงฮยอนวิ่งขึ้นบันไดด้านหน้าของบ้านโดยมีจียงกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังมา บันไดหน้าบ้านที่ทอดยาวออกมาจากตัวบ้านลงมามากกว่า10 ขั้นถึงยังพื้นถนน ซึงรีชอบมานั่งรอเค้าอยู่ทุกๆ วันที่ตรงนี้

 

รอ...จนกว่า พี่ชายอย่างเค้าจะกลับมา ถ้าซึงรีไม่เห็นเค้ากลับก็จะไม่ยอมลุกไปไหน จะยอมนั่งตากลมตากฝนตากน้ำค้างเหมือนคนโง่ หรือแม้แต่รอท่ามกลางความมืดยามค่ำคืนในบางวันที่เค้าเผลอทำงานอยู่ที่มหาลัยโดยไม่ได้มองดูเวลา จนต้องรอให้จียงเตือนอยู่บ่อยๆ ว่าให้รีบกลับบ้านซะ

 

เวลาของค่ำคืนที่ซึงรี กลัว

เหตุผลเพราะภาพเหตุการณ์เก่าๆ เมื่อวันนั้น ที่ความมืดดำบนฟากฟ้าพรากคุณพ่อและคุณแม่ไปด้วยเสียงปืนและเลือดสีแดงสดบนพื้นห้อง  

 

รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองกลัวก็ยังจะรอ...จนร้องไห้  

 

จนทำให้คนในละแวกเดียวกันต่างพากันพูดต่างพากันคิดกันไปเองว่าซึงรี น้องชายเพียงคนเดียวของเค้า เป็นเด็กที่มีปัญหาทางสมอง ปัญญาอ่อนบ้าง เป็นประสาทบ้าง พากันพูดอย่างสนุกปากโดยที่ไม่คิดถึงจิตใจของซึงรีเลยซักคน 

 

 

ใช่ว่าซึงรีจะหูหนวกซะเมื่อไร ที่ว่าจะไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น... 

 

 

‘’ ซึงรี! ‘’  ริมฝีปากเรียกชื่อคนเป็นน้องระหว่างทางที่วิ่ง...ทั้งๆ ที่ควรจะรออยู่ตรงบันไดที่เดิมเหมือนทุกๆ วัน แต่ทำไมวันนี้ซึงรีไม่ได้นั่งรอเค้ากลับล่ะ? แถมไฟในบ้านก็ยังมืดสนิท  

 

 

มันเหมือนวันนั้น...ที่เค้ากลับบ้านมา หลังจากที่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ และได้กลับมาเจอกับเรื่องที่เลวร้ายที่ทั้งภาวนาทั้งร้องขอให้มันเป็นเพียงแค่ฝันร้าย 

 

 

แต่กลับไม่เป็นผล... 

 

 

คุณพ่อ คุณแม่ 

 

 

กลิ่นคาวเลือด 

 

 

น้องชายเพียงคนเดียวที่มี...   

 

 

หัวใจที่สั่นระรัว...เมื่อบานประตูสีดำของบ้านฉายชัดให้เห็นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก้าวผ่านขั้นบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นมา...มันชัดพอๆ กับภาพในอดีตที่เหมือนว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานผ่านมานี้เอง  

 

 

ขอร้อง...

อย่าให้ได้ต้อง สูญเสีย อีกเลย 

 

 

มือหนาที่เอื้อมไปคว้าลูกบิด ก่อนจะออกแรง...  

 

 

...แกร๊ก!~  

 

 

‘’ !!!!?~ ‘’   

 

 

ล๊อค...จากข้างใน 

 

 

‘’ ซึงรี!! ‘’  ดวงตาคมเบิ่งกว้างด้วยความตกใจ... 

 

 

มันไม่แปลกถ้าเป็นคนอื่น เพราะเวลาในตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว... 

แต่ที่แปลก เพราะเป็นซึงรี...ซึงรีไม่เคยล๊อคบ้านถ้าเค้ายังไม่กลับ และเค้าก็ไม่เคยกลับดึกขนาดนี้มาก่อน หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นกับซึงรี? แต่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ยังไง? วันๆ ซึงรีอยู่แต่ในบ้าน กับบางวันที่ซึงรีจะเดินไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เกตใกล้ๆ  

 

 

แค่นี้เอง...  

 

 

‘’ ซึงรี!! ‘’  คนเป็นพี่ตะโกนเรียก พร้อมมือที่ทุบลงบนประตูเสียงดัง... 

 

 

ห่วงมาก... 

 

 

จนลืมไปว่าจะทำให้ใครอีกคนที่อยู่ภายในบ้าน...ตกใจกลัว 

 

 

...ตุบ!~ ตุบ!~

บานประตูสะเทือนเล็กน้อยจากการกระทบกันกับกำปั้นจากคนภายนอก  

 

‘’ !!!!?~ ‘’  ร่างบางที่นั่งเอาหลังพิงกับประตูบ้านอยู่ภายในตั้งแต่เย็นถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบยันตัวเองลุกขึ้นจากพื้นดวงตารื้นหันไปมองบานประตูที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างหวาดหวั่น ฝ่ามือสองข้างยกขึ้นกุมใบหู น้ำตาไหลหลั่งลงอาบสองแก้มอีกครั้ง พร้อมเท้าทั้งสองข้างที่ก้าวถอยหลังไปช้าๆ ให้ออกห่างจากบานประตู  

 

ภาพของคนแปลกหน้าเมื่อตอนเย็น ตัดสลับกับภาพคุณพ่อคุณแม่และเสียงปืนเมื่อครั้งนั้น...ล๊อคประตูบ้านเพราะไม่อยากจะให้คนใจร้ายพวกนั้นเข้ามา  

 

 

กลัว... 

 

 

...ตุบ!~ ตุบ!~

บานประตูยังคงส่งเสียงและสั่นสะเทือนไม่เลิก แถมคราวนี้ยังดูรุนแรงขึ้นอีกเป็นเท่าตัว...

 

เด็กน้อยยืนตัวสั่น แข้งขาอ่อนแรง...จนเมื่อรู้ตัวอีกทีก็ลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นอีกครั้งตรงกันข้ามกับบานประตูบ้านสีดำไม่เท่าไร ใบหน้าเปราะเปื้อนน้ำตาจ้องมองตรงไปข้างหน้า ใบหูทั้งสองข้างถูกกดทับไว้ด้วยฝ่ามือที่สั่นเทา เพราะความกลัวจับใจ  

 

 

‘’ ซึงรี!! ‘’   

 

 

เสียงเรียกของพี่ชาย...เป็นเพียงแค่อากาศธาตุ  

 

 

‘’ ซึงรี!! ‘’   

 

 

เสียงเรียกของพี่ชาย...กลับกลายไปเป็นเพียงเสียงที่น่ากลัวของคนใจร้ายในภาพจากอดีต 

 

 

‘’ ...พี่ซึงฮยอน!~ ฮ...ฮึก! พี่ซึงฮยอนอยู่ไหน? ‘’ เด็กน้อยร่ำร้องหาพี่ชายภายในห้องที่มืดสนิท หลังจากที่ถูกหญิงผู้เป็นแม่ผลักเข้ามาให้อยู่ภายใน และสั่งกำชับว่าห้ามออกมาไม่ว่าจะได้ยินอะไรก็ช่าง 

 

ช่วงหัวค่ำหลังจากที่พี่ชายได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ได้ไม่นาน ก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาภายในบ้านพร้อมทำลายข้าวของให้เสียหาย อีกทั้งยังทำร้ายร่างกายคุณพ่อคุณแม่...คนใจร้าย 

 

 

ปัง!!!!~

เสียงที่ทำให้เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกขณะที่อยู่ในห้อง...เสียงเหมือนปืนในหนังที่ดูกับพี่ชายเมื่อวันก่อน เสียงของปืนที่ดังขึ้นควบคู่กับเสียงของหญิงผู้เป็นแม่ที่กรีดร้องพร้อมร้องเรียกชื่อของคุณพ่อ...ฟังแล้ว มันช่างสุดแสนจะเจ็บปวด    

เกิดอะไรขึ้น...ข้างนอก!?   

 

 

แต่ความคิดนั้นกลับต้องหยุดลงเมื่อบานประตูห้องถูกพังเข้ามาจากคนใจร้ายภายนอก ร่างที่ไร้วิญญาณของชายผู้เป็นพ่อนอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหลัง น้ำตาไหลออกอีกครั้งและดูเหมือนว่าจะหนักกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ หัวเข่าเล็กๆ ที่พยายามคลานเข้าไปหา... 

 

 

‘’ พ่อครับ...~ ‘’ 

 

 

ปัง!!!!~

 

เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง เสียงที่ทำให้สะดุ้งยิ่งกว่าในครั้งแรก เสียงที่ได้ยินอยู่ใกล้ๆ ใกล้เสียจนคิดว่ากระบอกปืนมันคงอยู่ข้างใบหูจนทำให้ได้กลิ่นของเขม่าดินปืนจางๆ พอๆ กับความรู้สึกที่เหมือนว่ามีของเหลวบางอย่างสาดกระเสนใส่อย่างไม่ตั้งใจจนทำให้เด็กน้อยต้องปิดตาลงชั่วครู่...ก่อนที่ดวงตาแดงช้ำจะเปิดขึ้นมองอย่างปกติอีกครั้ง เปิดขึ้นรับกับภาพของความเป็นจริงที่โหดร้าย เมื่อร่างของหญิงสาวที่ใจดีที่สุดในบ้าน ค่อยๆ ล้มตัวลงกับพื้นไปต่อหน้าต่อตา... 

 

 

ดวงตาที่เคยซุกซนเริ่มเทาหม่น นัยน์ตาที่เคยสดใสถูกละลายด้วยภาพอันโหดร้ายอย่างแสนสาหัส...

ทีล่ะนิดๆ จนมืดบอด ไปทั่วทั้งหัวใจ 

 

 

‘’ ...ฮ...ฮึก! ‘’  เสียงสะอื้นแรงจนทำให้หายใจไม่ออก 

 

 

พี่ซึงฮยอน...พี่อยู่ไหน? พี่ซึงฮยอน

 

เสียงที่ได้แต่เพียงร่ำร้อง และเรียกหาอยู่ภายในใจ...ตั้งแต่ตอนนั้น 

 

 

‘’ ...นายไม่มีกุญแจบ้านรึไงซึงฮยอน? ‘’ 

 

 

อะใช่!

ลืมไปซะสนิท...เพราะความตกใจที่ทำให้ลืมทุกอย่าง จนต้องให้จียงเตือนอยู่ทุกๆ ครั้ง 

 

ซึงฮยอนไม่รอช้าที่จะรีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายหลัง ควานหาพวงกุญแจบ้านที่มีอยู่ที่เค้า 1 พวง และที่ซึงรีอีก 1 พวงพวงกุญแจสีเงินถูกหยิบขึ้นมาจากกระเป๋า ลูกกุญแจลายเรียบที่ซึงฮยอนเลือกใช้เสียบเข้าไปในรูของลูกบิดตรงหน้า 

 

แกร๊ก!!~

เสียงของลูกบิดที่ถูกปลดล๊อค รอยยิ้มจางๆ ฉายขึ้นที่มุมปากของซึงฮยอนก่อนที่เค้าจะบิดลูกบิดในมือและออกแรงผลักประตูเข้าไปในบ้าน แสงสว่างน้อยๆ จากเสาไฟข้างถนน ส่องเข้าไปในตัวบ้านตามองศาประตูที่ถูกเปิดออก  

 

 

และสิ่งที่อยู่ต้อนรับซึงฮยอนกลับบ้านในวันนี้... 

 

 

ดีใจที่ซึงรีไม่ได้เป็นอะไร...

แต่มันก็บีบหัวใจใช่เล่น เมื่อเห็นสภาพของซึงรีที่เป็นอยู่ตรงหน้า 

 

 

‘’ ซึงรี~ ‘’  น้ำเสียงแผ่วเบา พร้อมเท้าที่ก้าวเดินเข้าไปหาคนเป็นน้องอย่างเชื่องช้า และระมัดระวัง...รู้ว่ากลัว เมื่อดูจากแววตาและน้ำตาที่รินไหล 

 

 

แต่ไม่คิดว่าจะกลัวขนาดนี้...?  

 

 

‘’ ซึงรี? ‘’  ซึงฮยอนมองน้องชายของตัวเองด้วยความตกใจ เมื่อเห็นซึงรีพยายามที่จะใช้เท้ายันส่งตัวเองให้ถอยห่างไปตามพื้นของบ้านอย่างคนไม่มีแรง เมื่อตัวเค้าได้เดินเข้าไปหาและกำลังจะส่งอ้อมแขนเข้าไปโอบร่างคนเป็นน้องเพื่อที่จะพยุงเข้ามากอดปลอบอย่างทุกครั้ง แต่ความหวังดีนั้นก็ต้องโดนปัดทิ้ง...มือข้างหนึ่งของซึงรีที่ยกขึ้นกันตัวเองไว้ไม่ว่าจะจากใครก็แล้วแต่ ส่วนมืออีกข้างก็ยันตัวเองไว้กับพื้น พยายามดันตัวเองให้ลุกยืน...แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงเต็มที

‘’ ซึงรี...ซึงรีเป็นอะไรไป? นี้พี่ไง พี่ซึงฮยอนไงซึงรี ‘’  ซึงฮยอนพูด พรางชี้เข้าที่ตัวเองและค่อยๆ ย่อตัวลงกับพื้นตรงหน้าซึงรี ก่อนจะเขยิบเข้าไปหาใกล้ๆ

แต่ก็เหมือนว่ายิ่งใกล้ ซึงรีก็ยิ่งถอยห่าง จนแผ่นหลังที่สั่นไหวเพราะแรงสะอื้นติดเข้ากับด้านข้างของโซฟาตัวใหญ่ ตอนนี้ที่ซึงรีขยับไปไหนไม่ได้หมือนคนจนมุม มันยิ่งทำให้ร้องไห้...รู้สึกกลัวจับใจ มองไม่เห็นเป็นพี่ชาย ในสายตาเห็นแต่คนใจร้ายในวันนั้น  

 

 

ภาพที่จียงเห็นอยู่ตรงหน้า มันเป็นครั้งแรกของเค้า...

ปกติเคยเห็นแต่ใบหน้าที่นิ่งเรียบของซึงรี แต่ใบหน้าที่หวาดกลัวได้ขนาดนี้ เค้าเพิ่งจะเคยเห็น 

 

เด็กอายุแค่นี้ แต่กลับมีท่าทีที่หวาดกลัวได้อย่างน่าตกใจ...

มันถูกต้องแล้ว ที่เด็กคนนี้จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพี่ชายในทุกๆ เวลา 

 

‘’ ซึงรี!!! ซึงรี นี้พี่ซึงฮยอนไง! ซึงรี!~ ‘’  ในเมื่อนุ่มนวลเข้าหาไม่ได้ผล ก็คงจะต้องแข็งขึ้นมาอีกนิดเพื่อทำให้ซึงรีสงบลง

‘’ ซึงรี!! ‘’  ซึงฮยอนตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของซึงรีไว้แน่น แม้จะถูกต้านด้วยแรงที่ยังไงๆ ก็สู้เค้าไม่ได้ แต่ก็ยังคิดจะสู้...ใบหน้าน่ารักกำลังเจ็บปวด แต่ไม่ใช่เจ็บปวดที่ข้อมือ แต่ใบหน้าน่ารักนั้นกำลังเจ็บปวดเพราะเรื่องที่เกาะกุมอยู่ภายในจิตใจไม่ห่างหายตลอด 3 ปีที่ผ่านมา...ซึงฮยอนรู้ และรู้ดีกว่าใคร ในตอนนี้ น้องชายของเค้า คงเห็นเค้าเป็นคนใจร้ายในวันนั้นอยู่แน่นอน

‘’ ซึงรี! นี้พี่นะซึงรี! มีสติหน่อยซิ พี่อยู่ตรงนี้ไง พี่อยู่กับนายนะ! พี่อยู่กับนายนะซึงรี ‘’  พูดพร้อมดึงตัวน้องชายเข้ามากอดไว้แนบอก กอดไว้แม้ว่าคนเป็นน้องจะดิ้นให้หลุดสุดแรงที่มีก็ตามที... 

 

ไม่รู้หรอกว่า ตอนที่เค้าไม่อยู่ซึงรีได้ไปเจอกับเรื่องอะไรมาถึงทำให้กลายเป็นแบบนี้ได้

แต่ที่รู้...คือตอนนี้ เค้าขอแค่ให้ซึงรีสงบ ขอแค่ให้น้องชายของเค้ากลับมาเป็นเหมือนเดิม...ก็พอ 

 

 

‘’ พี่ไม่ได้ไปไหนซึงรี! พี่อยู่กับนาย พี่กอดนายอยู่นี้ไง...กอดไว้แน่นๆ นี้ไง ‘’  ตามที่พูด...อ้อมกอดที่ซึงฮยอนรวบร่างของซึงรีไว้แน่น กอดน้องชายไว้แบบนั้นและพร่ำบอกแต่ประโยคเดิมๆ

‘’ พี่ไม่ได้ไปไหนซึงรี...พี่อยู่กับนาย พี่ไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น ‘’ กอดจนแรงต่อต้านเริ่มอ่อนลง...คงเพราะเหนื่อย หรือ เพราะซึงรีคนเดิมกลับมา

ความรู้สึกชื้นๆ บริเวณหน้าอกคงเป็นเพราะน้ำตาของซึงรีที่ไหลเลอะจนซึมผ่านเสื้อ ซึงรีทำได้แต่ร้องไห้...โวยวายไม่ได้ ด่าว่าไม่ได้ ร้องขอไม่ได้ อ้อนวอนไม่ได้ กรีดร้องไม่ได้   

 

เพราะ...ซึงรี พูดไม่ได้  

 

ดวงตาคมปิดลงช้าๆ ลมหายใจถูกพ่นปล่อยออกมาอย่างบางเบา...แต่จียงก็รับรู้ 

 

รู้ว่าซึงฮยอนก็ เหนื่อย เหมือนกัน 

 

‘’ ไม่เป็นไรแล้ว...ไม่ร้องไห้นะเด็กดี พี่อยู่นี้แล้ว~ ‘’  น้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมฝ่ามือที่จับไหล่บางของน้องชายให้ผละจากตัวเล็กน้อยเมื่อมั่นใจว่าน้องชายคนเดิมของตนได้กลับมา ก่อนจะประคองใบหน้าน่ารักที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาให้เงยขึ้นมอง

‘’ พี่ซึงฮยอนไง...พี่ซึงฮยอนของเราไงซึงรี ไม่ต้องกลัวนะ...พี่ซึงฮยอนอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นแล้ว ‘’  นิ้วมือเกลี่ยหน่วยน้ำตาที่ไหลล่วงจากดวงตาที่แดงช้ำ...คงร้องไห้มามากซินะ?

 

‘’ พี่ขอโทษ... ‘’  คำกล่าวอย่างรู้สึกผิด...สายตาคมจ้องมองน้องชายที่พยายามขยับปากพูดอะไรบางอย่าง  

 

 

คำพูดของเด็กใบ้ใครจะเข้าใจ

ยกเว้นก็แต่ ซึงฮยอน... 

 

 

รอยยิ้มอบอุ่นที่ปรากฏบนใบหน้าคม ซึงฮยอนยิ้มให้ซึงรีก่อนจะยกแขนข้างขวาขึ้นตรงหน้าซึงรี และด้วยท่าทางที่ซึงฮยอนแสดงออกมันทำให้จียงแปลกใจ 

 

แต่ก็แปลกใจได้ไม่นาน...

คำตอบคือภาพตรงหน้า ที่จียงเห็นเต็ม 2 ตาจนทำให้ตกใจ 

 

ซึงรีจับแขนของซึงฮยอนไว้ด้วยมือที่ยังสั่น ด้วยดวงตาที่ยังมีหยาดน้ำตาคลอ...ใบหน้าน่ารักก้มลงเล็กน้อย ก่อนจะใช้ฟันสีขาวของตัวเองกัดลงบนแขนของพี่ชายสุดแรงที่มี เมื่อสังเกตจากใบหน้าของซึงฮยอนที่แสดงออก 

 

‘’ อ๊ะ!! ‘’  เสียงอุทานเล็ดรอดออกมาเล็กน้อย เพราะความรู้สึกเจ็บที่มันแล่นไปทั่วทั้งแขนอย่างไม่ปราณี

‘’ ซ...ซึงฮยอน ‘’  จียงเดินเข้าไปใกล้ด้วยความเป็นห่วงทั้งๆ ที่ก็ยังไม่เข้าใจกับภาพที่เห็น แต่ด้วยฝ่ามืออีกข้างที่ซึงฮยอนยกขึ้นปรามเป็นเชิงบอกห้าม ก่อนจะพยายามยิ้มให้เห็น ทั้งๆ ที่ใบหน้าดูเจ็บปวดยิ่งกว่าอะไร 

‘’ ....... ‘’   

 

 

จียงยืนมองซึงฮยอน...ที่ยอมให้น้องชายกัดแขนของตัวเอง โดยที่ไม่ยอมปริปากร้องบอกว่าเจ็บ

จียงยืนมองซึงรี...ที่กัดแขนของพี่ชาย โดยที่ใบหน้ามีทั้งน้ำตา มีทั้งความเศร้า มีทั้งความหวาดหวั่น มีทั้งความหวาดกลัว มีทั้งความน้อยใจ และอะไรอีกมากมาย 

 

 

ที่จียง...ไม่เข้าใจ 

 

 

.

 

.

 

บางที...

 

การที่รู้จักกันมานาน...มันก็ใช่เครื่องการันตีว่าเรานั้น รู้จักเค้าดีไปเสียทุกอย่างไม่ 

 

 

‘’ ...มาอยู่ที่นี้เอง ‘’  เสียงทุ่มเอ่ยขึ้น เรียกให้คนตัวเล็กที่ยืนอยู่กลางสนามหญ้าของบ้านละสายตาจากดวงดาวบนท้องฟ้า หันหลังกลับไปมอง...คนตัวโตที่เดินออกมาจากตัวบ้าน เมื่อบานกระจกที่ถูกทำขึ้นเป็นประตูเชื่อมระหว่างห้องรับแขกและสนามหญ้าเลื่อนเปิดไปทางด้านซ้ายมือของบุคคลที่มาใหม่ รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก...บ้านนายนี้มันดูดีกว่าบ้านฉันเยอะ ซึงฮยอน

‘’ ดึกแล้ว มายืนทำอะไรที่นี้...ตากน้ำค้างเล่นรึไง จียง? ‘’  ประโยคหยอกเย้า แต่อีกฝ่ายที่ได้ฟังกลับเลิกคิ้วสูง ดวงตากลมกลอกไปมาอย่างครุ่นคิด 

 

มีแต่เรื่องสงสัย...ฉันจะถามนายเรื่องไหนได้บ้างไหม

คนตัวโตยิ้มออกมาพรางส่ายหน้ากับตัวเองเบาๆ

 

รู้...ว่าท่าทางแบบนั้น คนตัวเล็กตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ 

 

‘’ ขอโทษที่ทำให้ตกใจ... ‘’  คำพูดเรียบง่าย...น้ำเสียงเป็นปกติ ซะจนทำให้คนฟังตกใจเข้าให้จริงๆ

‘’ ....... ‘’  จียงจ้องหน้าเจ้าของประโยคขอโทษเมื่อครู่อยู่ชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ  

 

 

หน้าตาของฉันมันคงจะแสดงออกว่าอยากรู้อยากเห็นมากเลยซิน่ะ? ไม่ก็หน้าตาของฉันคงจะมีเครื่องหมายคำถามตัวเบอเริ่มแปะอยู่ตรงกลางหน้าผาก ถึงทำให้นายพูดออกมาเองแบบนี้ 

 

 

‘’ ซึงรีเป็นไงบ้าง? ‘’  จียงถามออกไป...ก็ในเมื่อคนเป็นพี่พูดเปิดประเด็นออกมาก่อนแบบนี้แล้ว

‘’ ทานยาแล้วหลับไปแล้ว ‘’  ยิ่งได้รับคำตอบก็ยิ่งมีแต่คำถามสำหรับจียง...คิ้วคู่เดิมเลิกขึ้นสูงอีกครั้ง เรียกให้เกิดเสียงหัวเราะเบาๆ ภายในลำคอของซึงฮยอน ก่อนที่จะเดินเข้ามาใกล้คนขี้สงสัยพร้อมคำพูดขยายความอีกนิดหน่อย

‘’ ซึงรีต้องทานยานอนหลับน่ะ... ‘’

‘’ ทุกคืนเลยเหรอ? ‘’  จียงย้อนถาม...ยังเด็ก แต่ต้องมาทานยานอนหลับมันดีซะที่ไหน ขนาดว่าผู้ใหญ่บางคนถ้าเลือกได้ พวกเค้ายังไม่เลือกทานยาจำพวกนี้เลยด้วยซ้ำ

‘’ อือ~ ‘’  ใบหน้าคมพยักหน้าตอบเล็กน้อย

‘’ นานรึยัง? ‘’

‘’ อือ~ ‘’  ยังคงเป็นใบหน้าที่ขยับขึ้นลงเพื่อเป็นคำตอบ จนจียงต้องพ่นลมหายออกมาเพื่อคลายความอึดอัดภายในอก ก่อนจะพูด...

‘’ ยานอนหลับใช่ว่าจะไม่มีผลข้างเคียงนะซึงฮยอน ‘’ 

‘’ ฉันรู้... ‘’  ซึงฮยอนพูดด้วยน้ำเสียงเบาแผ่ว แววตาคมวูบไหวเล็กน้อยพอที่จียงจะสังเกตเห็น

‘’ ฉันก็ไม่อยากจะให้ซึงรีต้องทานมันอยู่ทุกๆ คืนแบบนี้...แต่พอตกดึก ซึงรีจะเป็นกังวลแล้วก็จะกลัวไปซะทุกอย่างจนทำให้นอนไม่หลับ‘’

‘’ ทำไมล่ะ? ‘’  จียงจำต้องขมวดคิ้วกับคำตอบที่ได้กลับ 

 

 

ยิ่งถามก็ยิ่งมีแต่เรื่องที่ทำให้ไม่เข้าใจ...

ยิ่งรับรู้เรื่องราวต่างๆ จากซึงฮยอน...ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเอง รู้จัก ชเว ซึงฮยอน คนนี้ ดีพอแล้วงั้นเหรอ? 

 

 

‘’ เพราะตอนที่ท้องฟ้ามืดสนิทแบบนี้แหละ...ที่คุณพ่อกับคุณแม่ถูกฆ่า ต่อหน้าต่อตาซึงรี ‘’

 

‘’ !!!!!? ‘’        

 

 

‘’ ขอโทษนะ...ที่เล่าเรื่องแย่ๆ ให้นายฟัง จียง ‘’  ซึงฮยอนพูด พร้อมรอยยิ้มจางๆ เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าของคนตัวเล็กที่แสดงออกว่าตกใจ ทันทีที่ประโยคคำพูดของเค้าเมื่อกี่ได้จบลง

‘’ เข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวจากแขนหักจะมาเป็นหวัดไปด้วยอีก ‘’  ซึงฮยอนยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะหันหลังเพื่อเดินกลับเข้าไปในบ้าน  

 

 

แต่ก็ต้องหยุด เมื่อถูกอีกคนรั้งแขนไว้... 

 

 

‘’ แล้วนายล่ะซึงฮยอน? ‘’  น้ำเสียงฟังแล้วแสนจะห่วงใย จนทำให้คนฟังหัวใจกระตุก รู้สึกดีอย่างที่คุ้นเคย

‘’ ฉันทำไม? ‘’  คนตัวโตหันหน้ามาถามกลับกับอีกคน ที่ตอนนี้มีหน้าตาเหมือนเป็นคนคิดมากยังไงชอบกล

‘’ ที่ซึงรี...กัด...เจ็บไหม? ‘’  คำถามที่เปล่งออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก...ลังเล...และกลัวว่าที่ถามออกไปนั้น มันจะไปสะกิดใจคนฟังจนทำให้เจ็บหรือป่าว?    

 

 

แต่ ชเว ซึงฮยอน คนนี้ ยังคงอ่อนโยนไม่เปลี่ยน... 

ฝ่ามือหนา แต่อบอุ่น ถูกวางลงบนศีรษะและขยี้เล่นเล็กน้อยอย่างเบามือ 

 

 

‘’ ไม่เจ็บหรอก...ไม่ได้ครึ่งแขนของนายที่หักเลยด้วยซ้ำ จียง ‘’ ฝ่ามือที่ลูบเล่นอยู่บนศีรษะ เปลี่ยนลงมากอบกุมมือข้างซ้ายของจียงไว้หลวมๆ เพื่อที่จะพาเข้าบ้าน แต่ก็ยังถูกรั้งไว้อีกครั้ง...จนต้องหันกลับไปมองอย่างสงสัย

‘’ แล้วทำไม ซึงรีต้อง...กัด นาย...แบบนั้น ‘’  ยังไงก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ดี ถ้าต้องได้ถามคำถามที่เหมือนจะไปทำร้ายจิตใจของคนๆ นี้  

 

 

แต่ก็อยากจะรู้... 

 

 

ฉันเป็นห่วงนายนะ...ซึงฮยอน 

 

 

‘’ ที่ซึงรีทำแบบนั้น...เพราะว่าซึงรีกำลังต่อว่าฉันอยู่ ‘’

‘’ เอ๊ะ? ‘’  ใบหน้าเงยมองคนพูด 

 

 

‘’ เพราะซึงรีพูดไม่ได้ เวลาที่ไม่พอใจ หรือว่ารู้สึกโกรธ...ซึงรีจะใช้วิธีกัด เพื่อระบายความรู้สึกตรงส่วนนั้นออกมา ‘’        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

To Be Continue